ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

ผู้เขียน หัวข้อ: เก็บมาฝาก:พอดีได้ข้อมูลมาเลยนำมาฝากชาว lct. ครับ  (อ่าน 2281 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

สุพนิต

  • เด็กติดรถ
  • **
  • เจ้าของกระทู้
  • กระทู้: 36
  • ระดับกำลังใจ = 3

  • คนรัก Mitsubishi L200
    • ดูรายละเอียด
  • L200 Model : STRADA 2500 G-CAB
  • L200 Zone : รังสิต:ปทุมธานี
  • LCT. : 0013
ชื่อ มิตซูบิชิ เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า “ THREE DIAMONDS” ในภาษาอังกฤษ หรือ “เพชรสามเม็ด” ในภาษาไทย สัญลักษณ์ของมิตซูบิชิจึงให้ความหมายตรงกับชื่อทุกประการ เพราะเป็นรูปเพชรสีแดงสามเม็ดวางเรียงกันเป็นรูปใบไม้สามแฉก มิตซูบิชิใช้สัญลักษณ์นี้มาตั้งแต่ปี 1908 โดยดัดแปลงมาจากตราประจำตระกูลของ มร. ยาตาโร อิวาซากิ (YATARO IWASAKE) ผู้ก่อตั้งกิจการซึ่งเป็นรูปเพชรสามเม็ดวางซ้อนกันอยู่ภายในรูปแปดเหลี่ยม กับตราประจำตระกูลของ มร. ยาราโร อิวาซากิ (TOSA YAMAUCHI) ซึ่งเป็นรูปใบโอ๊ดสามใบวางเรียงกันเป็นสามแฉก ประวัติความเป็นมาของ มิตซูบิชื มอเตอร์ส คอร์พอเรชั่น (MITSUBISHE MOTORS CORPORA TION) ผู้ผลิตรถมิตซูบิชิสามารถย้อนหลังไปได้ถึงปี 1870 อันเป็นปีที่ มร. ยาตาโร อิวาซากิ ก่อตั้งบริษัทรับส่งสินค้าขึ้นในเมืองโอซากา มีชื่อว่าบริษัท ทสึคูโม โชกาอิ (TSUKUMO SHOKAI) สามปีหลังจากนั้นชื่อ มิตซูบิชิ ก็กำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ มร. อิวาซากิ เปลี่ยนชื่อกิจการของเขาเป็น มิตซูบิชิ โชกาอิ (MITSUBISHI SHODAI)
ในช่วง 6 ทศวรรษหลังจากนั้น กิจการของมิตซูบิชิขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการก่อตั้งบริษัทในเครือขึ้นหลายบริษัท และมีการผลิตรถยนต์ 4 ล้อออกจำหน่ายเป็นครั้งแรกในปี 1917 มีชื่อว่ารถมิซูบิชิโมเดล-เอ (MITSUBISHI MODEL-A ) โดยผลิตขึ้นตามแบบรถ เฟียต ของอิตาลีในช่วงเวลา 5 ปี ระหว่างปี 1917-1921 มิตซูบิชิผลิตรถแบบนั้นออกจำหน่ายเพียงประมาณ 20 คัน ก่อนเปลี่ยนกิจการจากการผลิตรถบรรทุกและรถโดยสารโดยใช้ชื่อ ฟูโซ (FUSO) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มิตซูบิชิเป็นผู้ผลิตรถถัง เรือรบและยุทธภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ ให้แก่กองทัพญี่ปุ่น ดังนั้นเมื่อสงครามสงบและกองทัพพันธมิตรเข้ายึดครองญี่ปุ่น มิตซูบิชิจึงถูกบีบบังคับให้แยกกิจการออกเป็น 3 ส่วน คือ มิตซูบิชิ ชิพบิลดิง แอนด์ เอนจิเนีย (MITSUBISHI SHIPBUILDING AND ENGINEER CO;LTD.) และมิตซูบิชิ นิปปอน เฮฟวี่ อินดัสตรัส์ (MITSUBISHI HEAVY INDUSTRIES LTD.)
อย่างไรก็ตาม 12 ปีหลัง จากนั้นคือในปี 1964 ทั้งสามบริษัทก็รวมตัวเป็นบริษัทเดียวกันอีกครั้งหนึ่งภายใต้ชื่อ มิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสตรัส์ โดยที่ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกจำหน่ายมีตั้งแต่ เบียร์ กล้องถ่ายภาพ อากาศยาน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึง รถขุดดิน เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ รถยนต์และเรือใบ และมีฐานะเป็นบริษัทอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดในโลกรายหนึ่ง ในปี 1970 กิจการผลิตรถยนต์ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วก็ถูกแยกออกมาเป็นบริษัทต่างหากมีชื่อว่าบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์พอเรชัน (MITSUBISHI MOTORS CORPORATION) และหนึ่งปีหลังจากนั้น มิตซูบิชิก็ตัดสินใจร่วมมือกับ ไครสเลอร์ คอร์พอเรชัน (CHRYSLER CORPORATION) บริษัทผู้ผลิต รถยนต์รายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสหรัฐอเมริกา โดยยอมให้ไครสเลอร์เป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 35 ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์พอเรชัน ผลลัพธ์จากความร่วมมือดังกล่าวทำให้กิจการผลิตรถยนต์ของมิซูบิชิเติบโตอย่างรวดเร็ว และสามารถขยายกำลังผลิตถึงระดับ 1 ล้านดันต่อปีได้เป็นครั้งแรกในปี 1979 ปัจจุบัน มิตซูบิขิ มอเตอร์ส คอร์พอเรชัน เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 12 ของโลก รถยนต์ที่ผลิตออกจำหน่ายมีตั้งแต่รถยนต์นั่ง รถบรรทุก รถจีพขับ 4 ล้อ ไปจนถึง รถบัส รถเทรเลอร์ และรถที่ใช้ในงานก่อสร้าง ในรอบปี 1990 ผลิตรถยนต์ได้รวมทั้งสิ้นประมาณ 1,335,000 คัน และทำยอดขายได้รวมทั้งสิ้นประมาณ 434,000ล้า
สตราด้าปรากฎตัวในบ้านเราช่วง96 แต่เริ่มแพร่หลายตั้งแต่97เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน จากการคิดค้นและร่วมมือกันระหว่างMitsubishi กับ Chrysler ที่นำโครงสร้างของ Jeep Cherokee มาดัดแปลงและพัฒนาออกแบบจนกลายมาเป็นสตราด้า เมื่อก่อนบรรดากระบะถูกออกแบบให้อยู่ในลักษณะเป็นเหลี่ยมมุมเพื่อให้ดูดุดันและบึกบึงบ่งบอกถึงความแข็งแกร่ง แต่สตราด้ากลับลบเหลี่ยมมุมไปทั้งหมดออกแนวโค้งมนลู่ลมแบบเก๋งในนาม”อุลต้าบอร์ดี้”โดยส่วนหัวดัดแปลงมาจากGalant Sarajevo เมื่อเปิดตัวออกมาจึงถูกปรามาสอย่างหนักจากบรรดาคู่แข่งว่าจะไม่มีความแกร่ง-บึกบึนของปิค-อัพอยู่แต่สตราด้าก็ได้พิสูจน์ให้เห็นด้วยการทดสอบแบบหนักหน่วงชนิดที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อนจนกลายเป็นที่ยอมรับว่ายังคงความแกร่งและบึกบึนแบบปิค-อัพอยู่ สุดท้ายจึงกลายเป็นกระบะที่หล่อที่สุดในยุคนั้น ซึ่งต่อๆมาค่ายอื่นๆก็กลายเป็นผู้ตามในการผลิตกระบะให้ใกล้เคียงเก๋งมากที่สุดขณะที่ค่ายนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง สุดท้ายในปัจจุบันมันจึงดูล้าหลังกว่าค่ายอื่น แต่ถ้าย้อนมองดูในยุคเดียวกันสตราด้าก็จัดอยู่ในระดับหัวแถวเช่นกันชนิดที่ว่าสาดโค้งแรงๆนี่หาตัวจับยากหรือเกาะดีกว่าใครเพื่อนในยุคนั้นแม้จะอัดสุดคันเร่ง(แต่ไม่ใช่ยุคปัจจุบันนะครับเพราะตกเป็นรองไปแล้ว)
เปิดตัว สตราด้าในยุคแรกเปิดตัวออกมาขายทั้งหมด 6รุ่นคือ
1.รุ่นมาตรฐาน Single Cab
2.Mega Cab
3.Mega Cab GL
4. Mega Cab GLX
5. Super2.8 GLX
6.GLX 4W
โดยรุ่น Mega Cab 2.5GL/GLX/Super 2.8GLX/GLX 4W ใช้พวกมาลัยแบบสปอร์ต 4ก้านปรับสูง-ต่ำได้ และรุ่น Super 2.8GLX/GLX 4W เพิ่มกระจกไฟฟ้ากับเซ็ลทรัลล็อคมาให้ซึ่งระยะหลังจะมีรุ่นพิเศษ 2.5ที่เพิ่มกระจกไฟฟ้ากับเซ็ลทรัลล็อคด้วยเช่นกัน
จุดเด่น
ที่เด่นๆเลยก็จะเป็นเรื่องช่วงล่างที่ยุคนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นหัวแถวที่จัดว่าในรอบ 15ปีไม่มีใครทำได้ดีขนาดนั้นในบรรดาปิค-อัพ ที่ทั้งนิ่มนวลและเทโค้งแรงๆที่ความเร็วสูงแบบตามตัวจับยากในยุคนั้น สร้างความมั่นใจให้ผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี แม้ปัจจุบันจะตกเป็นรองค่ายอื่นไปแล้วก็ตาม สตราด้าใช้ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่พร้อมคอยด์สปริงและช็อคอัพ(ขับสี่เป็นปีกนกคู่ทอร์ชั่นบาร์) ด้านหลังเป็นแบบแหนบแผ่นซ้อนพร้อมช็อคอัพไขว้ และใช้วัสดุที่คุณภาพค่อนข้างสูงจึงให้ความนุ่มนวลและเกาะดีมาก ส่วนระบบเบรคก็ทำได้หนึบ-นิ่งมั่นใจดีที่เดียวด้วยด้านหน้าเป็นดิสค์ 14นิ้ว(ขับสี่ใช้ 15นิ้ว) ด้านหลังเป็นดรัมขนาด 10นิ้ว(ขับสี่ให้10.6นิ้วมา)พร้อมระบบปรับแรงดันน้ำมันเบรคอัตโนมัติ(LSPV)
ข้อดี
ตรงนี้ก็จะหมายถึงความทนทานเป็นหลักเพราะเครื่องAstronที่มีมานานแล้วแถมได้ชื่อว่าเป็นเครื่องแรกของโลกที่ใช้ระบบSilent Shaft กับOil Coolerที่หล่อเย็นระบบหล่อลื่นแบบOil Jetsprayที่เป็นเอกลักษณ์ของตระกูลมิตซู และพัฒนามาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบันล้วนมีพื้นฐานเดียวกันทั้งสิ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าเครื่องยนต์ของตระกูลนี้จะเดินเรียบและเงียบกว่าชาวบ้านแถมให้อัตราเร่งดีกว่าคู่แข่งบางยี่ห้อในยุคนั้น เครื่องยนต์มีระยะห่างระหว่างสูบมากที่สุดในบรรดาเครื่องยนต์ดีเซลจึงแข็งแรงกว่า-ทนทานกว่า-ระบายความร้อนดีกว่า หัวลูกสูบทำเป็นหลุมหลบวาล์วไว้ซึ่งสามารถใสฝาสูบได้หลายครั้งถ้าเกิดการโก่ง เพลาราวลิ้นเป็นแบบโซ่คู่ขนาดเขื่องระบบเฟืองต่อสองช่วงพร้อมตัวดันลดเสียงจึงเงียบกว่าเครื่องที่ใช้โซ่แบบอื่นแถมยังทนทานกว่าหมดปัญหาเรื่องโซ่หย่อนหรือกินเสตอร์จนสึกจึงตัดภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้มาก ฝาสูบออกแบบมาให้ถอดชิ้นส่วนต่างๆได้ง่ายและแม้จะเป็นอลูมินัมแต่แปลกที่ยังทนทานกว่าฝาสูบเหล็กหล่อยี่ห้ออื่นด้วยซ้ำไปส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะความเรียบของฝาสูบที่นอกจากจะระบายความร้อนได้ดีแล้วยังสามารถตรวจเช็คอาการโก่งหรืองอหรือทำความสะอาดได้ง่ายอีกด้วย ถ้ามองโดยภาพรวมแล้วมันถูกออกแบบมาเพื่อเป็นพันธุ์อึดขนานแท้ตัวจริงเสียงจริงแถมดูแลง่ายไม่จุกจิก
ข้อเสีย
1. การใช้ถ้วยกดวาล์วและแผ่นชิมนั้นดีในเรื่องความแม่นยำก็จริงแต่ถ้าไม่มีการตรวจเช็คสม่ำเสมอทุก 5หมื่นโลก็อาจจะเกิดปัญหาวาล์วยัน ไข้ขึ้น เร่งไม่ออก ซดน้ำมัน ฝาสูบโก่งหรือร้าวหรือแตก อาจจะต้องยกเครื่องกันเลยทีเดียวซึ่งตรงนี้ส่วนมากจะเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงกาลของเจ้าของรถเองซะมากกว่า
2. การใช้ประเก็นฝาสูบแบบไฟเบอร์ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงและไม่ทนทานเท่าพวกประเก็นเหล็กมักเกิดปัญหาเริ่มต้นจากนัทฝาสูบหลวมอยู่บ่อยๆจนเกิดการรั่วระหว่างไอดี-ไอเสียได้จนเกิดปัญหาความร้อนในที่สุด ดังนั้นควรตรวจเช็คความตึงของนัทฝาสูบอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสุดก็ทุกๆ 3หมื่นโล
3. ตัวOil Cooler จะฝังตัวอยู่ที่บริเวณด้านข้างของเสื้อสูบใกล้ๆกับกรองน้ำมันเครื่องทำให้ดูแลหรือตรวจเช็คยาก ดังนั้นจึงควรถอดทำความคราบหรือตระกรันทุกๆ 10หมื่นโลและไม่เกิน 12หมื่นโลเพราะมักจะเกิดปัญหาราวๆ 15หมื่นโลและส่วนมากทั้งเจ้าของและช่างจะลืมจุดนี้ไปเลย
4. เนื่องจากความทนทานของชุดโซ่ราวลิ้นกับเสตอร์นั้นสูงมากจนทำให้บางครั้งอาจจะลืมโดยเฉพาะปัญหานี้มักเกิดกับผู้ซื้อรถมือสองที่กรอไมล์มาโดยปกติแล้วชุดโซ่และเสตอร์นั้นเคยเห็นว่าทะลุ 5แสนโลได้ไม่ยากนักอาจจะเปลี่ยนเฉพาะเสตอร์เท่านั้นด้วยซ้ำแต่ก็ขึ้นอยู่ที่การขับขี่ด้วย ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยก็ควรจะเปลี่ยนทุกๆ 3แสนโล
5. หน้าแปลนด้านไอดีเป็นอลูมีนัมส่วนไอเสียเป็นเหล็กหล่อทำให้เกิดปัญหาการรั่วของไอดี-ไอเสียเพราะนัทยึดหลวมเพราะการยืดและหดตัวของวัสดุที่ต่างกันไม่สมดุลย์กัน ดังนั้นควรตรวจเช็คความตึงของนัทยึดท่อไอดี-ไอเสียทุกๆ 3หมื่นโล
ข้อด้อย
1. เนื่องจากหลายๆคนเมื่อนึกถึงมิตซูก็จะนึกถึงความแรงดังนั้นเมื่อควบมันจึงหวังเรื่องแรงมากกว่าด้านอื่นทั้งที่ความจริงแล้วมันถูกออกแบบมาให้ใช้งานในรอบต่ำๆนั้นเพื่อการประหยัดน้ำมันโดยเฉพาะ แต่คนทั่วไปเมื่อเห็นว่ามันออกตัวดีจึงคิดว่ามันจะแรงตลอดเมื่ออัดรอบเข้าไปมันจึงซดหนักทีเดียวจนกลายเป็นเล่าขานถึงความดุเดือนเรื่องอัตราบริโภค ทั้งที่ถ้านำมาวิ่งเรียบๆเนิบๆแบบเดียวกันก็แทบจะหาความแตกต่างเรื่องอัตราบริโภคแทบจะไม่เจอเลย โดยเฉพาะตัว 2.5ลิตรนั้นอาจจะประหยัดกว่าบางยี่ห้อด้วยซ้ำไปแถมได้เรี่ยวแรงที่ดีกว่า
2. ราคาอะไหล่ที่เมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นแล้วจัดว่ายังแพงกว่าส่วนหนึ่งก็เพราะมันเป็นรถส่งออกด้วยราคาจึงออกแนวสากลเมื่อเทียบเป็นเงินไทยก็เลยจะแพงกว่าชาวบ้านแม้ระยะหลังๆราคาอะไหล่ตัว 2.5นั้นจะถูกลงมากแต่ตัว 2.8นั้นจัดว่ายังเอาเรื่องอยู่แถมยังเทียบหาได้ยากกว่าตัว 2.5
3. ราคาค่าตัวที่ตกมากหรือที่ขายๆกันก็จะถูกกว่ายี่ห้อดังอื่นๆ แต่ถ้ามองว่าตอนซื้อราคามันก็ถูกกว่าตอนขายมันก็ถูกกว่าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ออกมาก็ยังไม่จัดว่าน่าเกลียดเท่าไหร่ ส่วนนึงที่ทำให้ราคามันตกก็เพราะคำกล่าวขานเรื่องอัตราบริโภคและอะไหล่ที่ราคาสูง(โดยไม่คำนึงถึงความทนทานตามอายุงานของมัน)

= สองโหล =

  • Administrator
  • เจ้าของอู่
  • ***
  • กระทู้: 1,630
  • ระดับกำลังใจ = 104

    • ดูรายละเอียด
    • ชลบุรี ออนไลน์ ชุมชนใหม่ ของชาวชลบุรี
  • L200 Model : Grandis Turbo Rallymaster
  • L200 Zone : ศรีราชา ชลบุรี
  • LCT. : 0001
ผมชอบข้อนี้ครับ

3. ราคาค่าตัวที่ตกมากหรือที่ขายๆกันก็จะถูกกว่ายี่ห้อดังอื่นๆ แต่ถ้ามองว่าตอนซื้อราคามันก็ถูกกว่าตอนขายมันก็ถูกกว่าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ออกมาก็ยังไม่จัดว่าน่าเกลียดเท่าไหร่ ส่วนนึงที่ทำให้ราคามันตกก็เพราะคำกล่าวขานเรื่องอัตราบริโภคและอะไหล่ที่ราคาสูง(โดยไม่คำนึงถึงความทนทานตามอายุงานของมัน)

ทำให้เราได้ครอบครองรถดีๆ ในราคาไม่แพงเกินไป  :^13dont^:
ไปเล่น Honda br-vมั่ง หรือจะเอา New Triton 2015 New Pajero Sport

press

  • ผู้ช่วยคนขับ
  • ***
  • กระทู้: 218
  • ระดับกำลังใจ = 11

  • มันอยู่ในสายเลือด
    • ดูรายละเอียด
  • L200 Model : strada 2005
  • L200 Zone : สมุทรปราการ
  • LCT. : 0014
เอาขุนแผนมาแลกเป็นตะกร้าก็สู้ตาด้าไม่ได้ครับ

khonnon

  • เด็กติดรถ
  • **
  • กระทู้: 106
  • ระดับกำลังใจ = 5

  • คนรัก Mitsubishi L200
    • ดูรายละเอียด

 

Related Topics

  หัวข้อ / เริ่มโดย ตอบ กระทู้ล่าสุด
2 ตอบ
1511 อ่าน
กระทู้ล่าสุด 22 ตุลาคม 2013, 09:33:44
โดย pantavee
3 ตอบ
1534 อ่าน
กระทู้ล่าสุด 23 ตุลาคม 2013, 21:23:39
โดย ช่าง อรรถ เซอร์วิส


Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 

Facebook Comments