Good evening, บุคคลทั่วไป

ชุดแต่ง แอททราจ


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - normaluser

หน้า: [1]
1
10 อาหารยอดฮิต ที่หลายคนเข้าใจผิด ทำเจแตก !



ไม่อยากเจแตกต้องรู้ไว้ กินเจห้ามกินอาหารอะไรบ้าง โดยเฉพาะอาหารเหล่านี้ที่หลายคนคิดว่าไม่มีเนื้อสัตว์ แต่จริง ๆ แล้วมีส่วนผสมบางอย่างที่ทำให้เจแตกมานักต่อนักแล้ว
          สำหรับเทศกาลกินเจในปีนี้ ใครตั้งมั่นว่าจะต้องกินเจให้ครบ 9 วัน ทำบุญด้วยการละเว้นเนื้อสัตว์อย่างจริงจังสักครั้ง หรือกินเจเป็นประจำอยู่ทุกปีก็ตาม อยากให้มาดูค่ะว่ามีเมนูอาหารไม่เจ ที่หลายคนคิดว่าเป็นอาหารเจ และเผลอกินจนเจแตกมากันแล้ว มีอะไรบ้าง เผื่อหลายคนคิดไม่ถึงมาก่อนว่าอาหารเหล่านี้ไม่เจ จะได้เลี่ยงเจแตกกันได้ทัน928
1. น้ำสลัด
สลัดผักดูเหมือนจะไร้เนื้อสัตว์ แต่หากกินสลัดผักน้ำข้น ในน้ำสลัดนั่นแหละค่ะที่จะทำให้เราเจแตกได้ เพราะมีส่วนผสมของนม ไข่ แล้วยังจะมีนมข้นหวานที่อาจจะเป็นนมข้นหวานผสมครีมเทียมด้วย ดังนั้นหากไม่อยากเจแตกกับเมนูอาหารเจที่ไม่เจแบบนี้ ก็เลือกกินสลัดผักล้วน ที่มาพร้อมน้ำสลัดใส หรือสลัดผักน้ำมันมะกอกแทน
2. ส้มตำ
แม้ส่วนประกอบของส้มตำจะมีแต่ผัก แต่ในส่วนของเครื่องปรุงรสนั้นมีทั้งน้ำปลา กระเทียม กุ้งแห้ง ที่เห็นได้ชัดว่าไม่เจแน่ ๆ แล้วหากกินส้มตำรสเผ็ด รสจัดอีก เคสนี้ก็ยิ่งไม่เจเข้าไปใหญ่ เพราะข้อห้ามการกินเจก็มีห้ามกินอาหารรสจัดด้วยนะคะ
3. เส้นสปาเกตตี-บะหมี่-บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
อาหารเส้นจำพวกนี้มักมีส่วนผสมของไข่อยู่ด้วยค่ะ ดังนั้นจึงไม่ใช่อาหารเจแน่นอน นอกจากจะเป็นเส้นหมี่ หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่หน้าซองปรากฏธงเจ แบบนั้นก็กินได้โดยไม่ต้องกลัวเจแตก
4. นมถั่วเหลือง928
นมถั่วเหลืองหลายกล่องหลายยี่ห้อมีส่วนผสมของนมโคอยู่ไม่มากก็น้อย ดังนั้นก่อนจะเลือกดื่มนมถั่วเหลืองในช่วงที่กินเจ ควรอ่านส่วนผสมด้านหลังกล่องสักหน่อย เช็กสักนิดว่าไม่มีส่วนผสมของนมผง นมโค ที่อาจทำให้เจแตก หรือเลือกดื่มนมถั่วเหลืองที่มีคำว่า เจ แปะอยู่บนหน้ากล่องก็ได้
5. นมเปรี้ยว โยเกิร์ต
นมเปรี้ยวและโยเกิร์ตต่างก็ทำมาจากนมค่ะ ที่สำคัญในนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตก็มีแลคโตบาซิลัส แบคทีเรียมีชีวิต ที่จัดว่าเป็นหนึ่งในข้อห้ามการกินเจเช่นกัน
6. กาแฟ ชาเย็น โกโก้
หลายคนอาจข้องใจว่า กินเจกินกาแฟได้ไหมบอกเลยว่ากินได้ แต่ต้องดื่มกาแฟดำที่ไม่ใส่นมข้นหวานหรือครีมเทียม ส่วนโกโก้ ชาเย็น นมเย็น ชาเขียวเย็น ชานมไข่มุก เครื่องดื่มยอดฮิตเหล่านี้มักมีส่วนผสมของนมข้นหวานและครีมเทียม ไม่ใช่เครื่องดื่มเจอย่างแน่นอน
7. เครื่องดื่มมอลต์สำเร็จรูป
เครื่องดื่มมอลต์สำเร็จรูปไม่ว่าจะแบบกล่อง หรือแบบ 3 in 1 พร้อมชงดื่มเสร็จสรรพ แน่นอนว่ามีส่วนผสมของนมและครีมเทียมเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย ดังนั้นหลีกเลี่ยงไว้เลยดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นไมโลหรือโอวัลตินก็ตาม
8. เครื่องดื่มผสมน้ำผึ้ง
มะนาวน้ำผึ้ง ชาเขียวเย็นสูตรน้ำผึ้งมะนาว หรือเครื่องดื่มสมุนไพรใด ๆ ก็ตามที่มีส่วนผสมของน้ำผึ้ง ต้องพึงระวังไว้ว่าอย่าดื่ม ไม่งั้นก็เจแตกไปตามระเบียบ
9. ช็อกโกแลต
ช็อกโกแลตเป็นสแน็กที่มีส่วนผสมของโกโก้เป็นหลักก็จริง แต่อย่าลืมว่านอกจากโกโก้แล้วในช็อกโกแลตส่วนใหญ่ยังผสมนม เนย เพื่อเพิ่มรสชาติอร่อยด้วยนะคะ และแม้ใครจะลองกินดาร์กช็อกโกแลต 70-99% ก็น่าจะไม่พ้นส่วนผสมจากนมไม่มากก็น้อยอยู่ดี แถมยังขมมาก กินยากอีกต่างหาก
10. วุ้น เยลลี่ หมากฝรั่ง ลูกอม
ขนมกลุ่มนี้ก็ไม่เจค่ะ เพราะอะไรก็แล้วแต่ที่มีส่วนผสมของเจลาติน ก็มีส่วนผสมของไขมันจากสัตว์ทั้งนั้น ส่วนลูกอมบางยี่ห้อก็มีส่วนผสมของนมและครีมเทียมด้วย ดังนั้นก่อนจะกินขนมเหล่านี้ แนะนำให้ดูส่วนประกอบบนฉลากดี ๆ ก่อนรับประทาน928

ที่มา Kapook


2
10 อาหารยอดฮิต ที่หลายคนเข้าใจผิด ทำเจแตก !



ไม่อยากเจแตกต้องรู้ไว้ กินเจห้ามกินอาหารอะไรบ้าง โดยเฉพาะอาหารเหล่านี้ที่หลายคนคิดว่าไม่มีเนื้อสัตว์ แต่จริง ๆ แล้วมีส่วนผสมบางอย่างที่ทำให้เจแตกมานักต่อนักแล้ว
          สำหรับเทศกาลกินเจในปีนี้ ใครตั้งมั่นว่าจะต้องกินเจให้ครบ 9 วัน ทำบุญด้วยการละเว้นเนื้อสัตว์อย่างจริงจังสักครั้ง หรือกินเจเป็นประจำอยู่ทุกปีก็ตาม อยากให้มาดูค่ะว่ามีเมนูอาหารไม่เจ ที่หลายคนคิดว่าเป็นอาหารเจ และเผลอกินจนเจแตกมากันแล้ว มีอะไรบ้าง เผื่อหลายคนคิดไม่ถึงมาก่อนว่าอาหารเหล่านี้ไม่เจ จะได้เลี่ยงเจแตกกันได้ทัน928
1. น้ำสลัด
สลัดผักดูเหมือนจะไร้เนื้อสัตว์ แต่หากกินสลัดผักน้ำข้น ในน้ำสลัดนั่นแหละค่ะที่จะทำให้เราเจแตกได้ เพราะมีส่วนผสมของนม ไข่ แล้วยังจะมีนมข้นหวานที่อาจจะเป็นนมข้นหวานผสมครีมเทียมด้วย ดังนั้นหากไม่อยากเจแตกกับเมนูอาหารเจที่ไม่เจแบบนี้ ก็เลือกกินสลัดผักล้วน ที่มาพร้อมน้ำสลัดใส หรือสลัดผักน้ำมันมะกอกแทน
2. ส้มตำ
แม้ส่วนประกอบของส้มตำจะมีแต่ผัก แต่ในส่วนของเครื่องปรุงรสนั้นมีทั้งน้ำปลา กระเทียม กุ้งแห้ง ที่เห็นได้ชัดว่าไม่เจแน่ ๆ แล้วหากกินส้มตำรสเผ็ด รสจัดอีก เคสนี้ก็ยิ่งไม่เจเข้าไปใหญ่ เพราะข้อห้ามการกินเจก็มีห้ามกินอาหารรสจัดด้วยนะคะ
3. เส้นสปาเกตตี-บะหมี่-บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
อาหารเส้นจำพวกนี้มักมีส่วนผสมของไข่อยู่ด้วยค่ะ ดังนั้นจึงไม่ใช่อาหารเจแน่นอน นอกจากจะเป็นเส้นหมี่ หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่หน้าซองปรากฏธงเจ แบบนั้นก็กินได้โดยไม่ต้องกลัวเจแตก
4. นมถั่วเหลือง928
นมถั่วเหลืองหลายกล่องหลายยี่ห้อมีส่วนผสมของนมโคอยู่ไม่มากก็น้อย ดังนั้นก่อนจะเลือกดื่มนมถั่วเหลืองในช่วงที่กินเจ ควรอ่านส่วนผสมด้านหลังกล่องสักหน่อย เช็กสักนิดว่าไม่มีส่วนผสมของนมผง นมโค ที่อาจทำให้เจแตก หรือเลือกดื่มนมถั่วเหลืองที่มีคำว่า เจ แปะอยู่บนหน้ากล่องก็ได้
5. นมเปรี้ยว โยเกิร์ต
นมเปรี้ยวและโยเกิร์ตต่างก็ทำมาจากนมค่ะ ที่สำคัญในนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตก็มีแลคโตบาซิลัส แบคทีเรียมีชีวิต ที่จัดว่าเป็นหนึ่งในข้อห้ามการกินเจเช่นกัน
6. กาแฟ ชาเย็น โกโก้
หลายคนอาจข้องใจว่า กินเจกินกาแฟได้ไหมบอกเลยว่ากินได้ แต่ต้องดื่มกาแฟดำที่ไม่ใส่นมข้นหวานหรือครีมเทียม ส่วนโกโก้ ชาเย็น นมเย็น ชาเขียวเย็น ชานมไข่มุก เครื่องดื่มยอดฮิตเหล่านี้มักมีส่วนผสมของนมข้นหวานและครีมเทียม ไม่ใช่เครื่องดื่มเจอย่างแน่นอน
7. เครื่องดื่มมอลต์สำเร็จรูป
เครื่องดื่มมอลต์สำเร็จรูปไม่ว่าจะแบบกล่อง หรือแบบ 3 in 1 พร้อมชงดื่มเสร็จสรรพ แน่นอนว่ามีส่วนผสมของนมและครีมเทียมเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย ดังนั้นหลีกเลี่ยงไว้เลยดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นไมโลหรือโอวัลตินก็ตาม
8. เครื่องดื่มผสมน้ำผึ้ง
มะนาวน้ำผึ้ง ชาเขียวเย็นสูตรน้ำผึ้งมะนาว หรือเครื่องดื่มสมุนไพรใด ๆ ก็ตามที่มีส่วนผสมของน้ำผึ้ง ต้องพึงระวังไว้ว่าอย่าดื่ม ไม่งั้นก็เจแตกไปตามระเบียบ
9. ช็อกโกแลต
ช็อกโกแลตเป็นสแน็กที่มีส่วนผสมของโกโก้เป็นหลักก็จริง แต่อย่าลืมว่านอกจากโกโก้แล้วในช็อกโกแลตส่วนใหญ่ยังผสมนม เนย เพื่อเพิ่มรสชาติอร่อยด้วยนะคะ และแม้ใครจะลองกินดาร์กช็อกโกแลต 70-99% ก็น่าจะไม่พ้นส่วนผสมจากนมไม่มากก็น้อยอยู่ดี แถมยังขมมาก กินยากอีกต่างหาก
10. วุ้น เยลลี่ หมากฝรั่ง ลูกอม
ขนมกลุ่มนี้ก็ไม่เจค่ะ เพราะอะไรก็แล้วแต่ที่มีส่วนผสมของเจลาติน ก็มีส่วนผสมของไขมันจากสัตว์ทั้งนั้น ส่วนลูกอมบางยี่ห้อก็มีส่วนผสมของนมและครีมเทียมด้วย ดังนั้นก่อนจะกินขนมเหล่านี้ แนะนำให้ดูส่วนประกอบบนฉลากดี ๆ ก่อนรับประทาน928

ที่มา Kapook


3
วิธีเอาตัวรอดจากเหตุเรือล่ม และการจมน้ำ ช่วยเหลือตัวเองยามคับขัน



เรือล่ม จมน้ำ จะเอาตัวรอดได้อย่างไร เรียนรู้ไว้ป้องกันภัย และช่วยเหลือตัวเองได้ในสถานการณ์คับขัน928
อุบัติเหตุเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ถ้าเราเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่าง ๆ ไว้บ้าง ก็จะช่วยให้เกิดความเสียหายน้อยลง และยังสามารถช่วยเหลือตัวเองหรือคนอื่นจากภัยพิบัติต่าง ๆ ได้ อย่างเช่นกรณีเดินทางไปท่องเที่ยวทางเรือที่อาจมีความเสี่ยงต่อการจมน้ำหรือเหตุเรือล่ม สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการทางทะเล จึงได้แนะนำวิธีป้องกันและเอาตัวรอดตามนี้ค่ะ
          - ควรเรียนรู้วิธีในการเอาตัวรอดจากการจมน้ำ ทั้งการเรียนรู้หลักในการว่ายน้ำและทักษะในการเอาชีวิตรอดในน้ำ
          - รู้จักวิธีการลอยตัวอยู่ในน้ำ เช่น การฝึกลอยตัวแบบนอนหงาย ขาแขนเหยียดตรงเหมือนนอนอยู่บนที่นอน เงยหน้ายกคางเพื่อใช้ปากหายใจ ที่สำคัญคือต้องมีสติไม่ตกใจ
               * แชร์เทคนิคการลอยตัวในน้ำโดยไม่ขยับร่างกาย ทักษะการเอาชีวิตรอดที่ทุกคนควรรู้ !
          - เมื่อไปเที่ยวทะเล ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีน้ำหนักเบา ไม่ดูดซับน้ำมาก เช่น กางเกงขาสั้น แต่ไม่ควรใส่ยีนส์ และอาจใส่เสื้อผ้าสีสด ๆ เพื่อให้คนมองเห็นได้จากระยะไกล
          - สวมใส่เสื้อชูชีพ รัดตัวล็อกทุกจุดเพื่อไม่ให้เสื้อชูชีพหลุดได้ ตรวจสภาพชูชีพว่าพร้อมใช้งานหรือไม่ มีนกหวีดหรือไม่ หากมีเด็กควรเตรียมชูชีพเด็กไปเอง อย่างไรก็ตาม เสื้อชูชีพที่ใช้ตามเรือท่องเที่ยว ส่วนใหญ่ยังเป็นแบบเสื้อพยุงตัว ไม่ใช่เสื้อชูชีพแท้ที่ออกแบบไว้ให้นอนหงายตลอดเวลา โดยเสื้อชูชีพจะสามารถพยุงตัวผู้ประสบเหตุได้ 3-6 ชั่วโมง แต่หากเป็นเสื้อชูชีพคุณภาพดีจะสามารถลอยตัวได้นานเป็นวัน
          - ดูทางหนีทีไล่ของเรือว่าทางออกอยู่ตรงไหน พยายามเลือกที่นั่งที่ไปยังที่เปิดโล่งได้ง่ายที่สุด เช่น บริเวณข้างเรือที่โล่ง ๆ อย่าอยู่ในที่อับ หรือมีสิ่งกีดขวางทำให้ออกจากเรือไม่ได้
          - หาของที่ลอยน้ำได้มาไว้ใกล้ตัว เช่น ขวดน้ำ
วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุเรือล่ม-จมน้ำ928
สิ่งสำคัญก็คือ เมื่อเกิดเหตุขึ้นต้องตั้งสติ อย่าพุ่งไปทางเดียวกัน เพราะจะทำให้เรือโคลง พลิกคว่ำได้ เราควรอยู่ในที่โล่งของเรือ
           หากแน่ใจว่าเรือล่มแน่นอนให้รีบออกจากเรือให้เร็วที่สุด โดยว่ายน้ำให้ออกห่างจากเรือให้ได้มากที่สุด เพราะกระแสน้ำอาจดูดเราเข้าไปใต้ท้องเรือจนจมน้ำเสียชีวิตได้ หรือเรืออาจพลิกคว่ำมาทับตัวเราได้
          นอกจากนี้ อย่าว่ายไปทางท้ายเรือ เพราะอาจได้รับอันตรายจากใบพัด ต้องพยายามช่วยตัวเองให้ลอยตามน้ำ อย่าว่ายทวนน้ำ พร้อมกับหาสิ่งที่ลอยน้ำได้ไว้คอยยึดเกาะ และตะโกนให้คนช่วย หรือโบกมือขึ้น-ลงเหนือศีรษะให้คนอื่นรู้ว่ากำลังประสบภัย หรือเป่านกหวีดที่ติดมากับชูชีพ
หากจะเข้าช่วยเหลือคนจมน้ำ ต้องทำอย่างไร
          เบื้องต้นผู้ที่จะเข้าให้การช่วยเหลือจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยตัวเองเป็นสำคัญก่อน เพราะบ่อยครั้งที่คนช่วยก็ได้รับอันตรายจากการช่วยเหลือด้วย ส่วนวิธีที่ถูกต้องในการช่วยคนขึ้นจากน้ำประกอบด้วยการตะโกน โยน ยื่น
          - ตะโกน : บอกให้คนตกน้ำอย่าตกใจ
          - โยน : หาวัสดุลอยน้ำโยนให้ผู้ที่ตกน้ำเกาะพยุงตัว
          - ยื่น : ยื่นอุปกรณ์ หรือหาสิ่งของให้ผู้ที่ตกน้ำจับเพื่อลากเข้าฝั่ง
ทั้งนี้ไม่ควรกระโดดลงไปช่วย เพราะผู้ที่จมน้ำจะมีอาการตกใจ กอดรัด และทำให้จมน้ำไปด้วยกันทั้งคู่ นอกจากนี้จะต้องประเมินสถานการณ์ความรุนแรงของน้ำด้วย โดยเฉพาะในทะเลที่มีคลื่นลมแรง
          นอกจากนี้ หากช่วยเหลือผู้ประสบเหตุขึ้นมาได้ ให้รีบโทร.แจ้งสายด่วน 1669 ซึ่งหากผู้ประสบเหตุหยุดหายใจ ให้กดนวดหัวใจ ช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) ตามคำแนะนำของผู้ปฏิบัติการทางการแพทย์ ส่วนผู้ที่ยังหายใจได้เอง หรือช่วยเหลือจนหายใจได้แล้ว ควรจับนอนตะแคงข้าง ศีรษะหงายไปข้างหลัง เพื่อเปิดทางเดินหายใจ และใช้ผ้าห่มคลุมเพื่อให้เกิดความอบอุ่น928

ที่มา Kapook

4
รามาธิบดี วิจัยพบยีนเสี่ยงดื้อยาต้านเอดส์ ครั้งแรกของโลก



รามาธิบดี วิจัยพบยีนเสี่ยงดื้อยาต้าน "เอดส์" ครั้งแรกของโลก
             ผศ.ภก.ดร.ชลภัทร สุขเกษม หัวหน้าห้องปฏิบัติการเภสัชพันธุศาสตร์ และหัวหน้าสาขาวิชาเภสัชพันธุศาสตร์ และการแพทย์เฉพาะบุคคล ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า จากการศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีน CYP2B6 ร่วมกับการวิเคราะห์ระดับยาเอฟาวิเรนซ์ในผู้ป่วยเอชไอวี พบว่า ผู้ป่วยไทยมีความเสี่ยงต่อการเกิดพิษต่อระบบประสาทในผู้ป่วยบางรายที่มีระดับยาสูง เนื่องจากร่างกายขับยาออกได้น้อย928
             นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบว่า ผู้ป่วยบางรายที่มีระดับยาดังกล่าวในกระแสเลือดต่ำกว่าระดับของการรักษาได้ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิผลของการรักษา เนื่องจากระดับยาที่ต่ำจะไม่สามารถไปกดเชื้อไวรัสเอชไอวีในผู้ป่วยเหล่านี้ได้ จะนำไปสู่การกลายพันธุ์ของเชื้อเอชไอวีทำให้เกิดการดื้อยาในอนาคต และหากผู้ป่วยมีโอกาสส่งผ่านเชื้อที่มียีนดื้อยาไปกับผู้ติดเชื้อรายใหม่ ทำให้ผู้ป่วยรายใหม่นั้นไม่สามารถใช้ยาสูตรพื้นฐานต่อไปได้ ก็ต้องเปลี่ยนยาสูตรอื่นที่ราคาแพงขึ้น ทำให้สิ้นเปลืองต่อการรักษา และอาจเป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศได้928
"การค้นพบครั้งนี้เป็นการค้นพบครั้งแรกของโลก ซึ่งผมได้ยื่นตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศไปแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการขอจดสิทธิบัตร ทั้งนี้ที่ผ่านมาทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ได้ทำการศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีนดังกล่าวร่วมกับการวิเคราะห์ยาต้านไวรัสเอชไอวีเอฟาวิเรนซ์ พบการเกิดพิษต่อระบบประสาทในผู้ป่วยที่มีระดับยาในกระแสเลือดสูงกว่าระดับของการรักษา ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้า ฝันหลอน นอนไม่หลับ เซื่องซึม ทำงานไม่ได้ รุนแรงที่สุดอาจถึงขั้นฆ่าตัวตายได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล" หัวหน้าห้องปฏิบัติการเภสัชพันธุศาสตร์ กล่าว
             ผศ.ภก.ดร.ชลภัทร กล่าวต่อว่า ไม่ว่าระดับยาในกระแสเลือดของผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวีเอฟาวิเรนซ์ จะต่ำหรือสูงก็ตาม ล้วนแต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั้งสิ้น ดังนั้น องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ควรผลิตยามาสนับสนุนให้เหมาะสม เช่น ถ้าจำเป็นต้องปรับขนาดยาเพิ่มขึ้นหรือลดลง จาก 600 มิลลิกรัม ให้เป็น 800 หรือ 400 มิลลิกรัม ก็ควรมีการผลิตยา 100-200 มิลลิกรัมด้วย เพื่อให้สามารถปรับขนาดยาจากลักษณะยีนของผู้ป่วยได้ ไม่ใช่การนำเม็ดยามาแบ่งครึ่งเพื่อให้เต็มขนาด 800 มิลลิกรัม ก็อาจจะทำให้ระดับยาในกระแสเลือดสูงไปส่งผลข้างเคียงได้ ขณะเดียวกัน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็ควรจะครอบคลุมสิทธิการรักษาไปถึงการตรวจยีน CYP2B6 และการตรวจวัดระดับยาในกระแสเลือด เพื่อติดตามการรักษาของผู้ป่วยเพื่อให้ได้ระดับยาที่เหมาะสมด้วย เพราะหากผู้ป่วยดื้อยาและต้องปรับเปลี่ยนสูตรยาที่ราคาสูงขึ้น จะส่งผลกระทบในวงกว้างทางการสาธารณสุขของประเทศต่อไป928

ที่มา Kapook

5
โซเชียลมีเดีย ดีท็อกซ์.. จิตตกเพราะสังคมออนไลน์ บำบัดได้ด้วยตัวเอง



เคยไถ ๆ นิ้วเล่นโซเชียลอยู่ดี ๆ แล้วรู้สึกหดหู่หรือนอยด์แปลก ๆ บ้างไหมคะ หรือนี่จะเป็นสัญญาณว่าเราควรทำโซเชียลมีเดีย ดีท็อกซ์ บำบัดสภาพจิตใจให้กลับมาสดใสเหมือนเมื่อก่อน...
ยุคดิจิทัลอะไรก็ง่ายไปหมด นี่คือข้อดีของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างสื่อโซเชียลมีเดียที่ไว เข้าถึงง่าย และเป็นความบันเทิงของหลาย ๆ คน แต่เหรียญมีสองด้านฉันใดก็ฉันนั้น เพราะการเสพติดโซเชียลมีเดียมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่ เศร้า ซึม หรือความรู้สึกด้านลบขึ้นมาได้ และหากใครรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีความสุขในชีวิตสักเท่าไรในช่วงนี้ ลองมารู้จักวิธีบำบัดจิตใจด้วยโซเชียลมีเดีย ดีท็อกซ์ บ้างไหมคะ เผื่อชีวิตจะมีความสุขมากขึ้น
โซเชียลมีเดีย ดีท็อกซ์  คืออะไร928
          เราอาจจะรู้จักว่าการดีท็อกซ์คือการเอาสารพิษออกจากร่างกาย แล้วโซเชียลมีเดีย ดีท็อกซ์ล่ะคืออะไร อธิบายง่าย ๆ ได้ว่า โซเชียลมีเดีย ดีท็อกซ์ (Social Media Detox) หรือดิจิทัลดีท็อกซ์ (Digital Detox) เป็นการบำบัดอาการเสพติดโซเชียลมีเดียจนก่อให้เกิดความทุกข์ ง่าย ๆ ก็คือวิธีพาตัวเองออกห่างจากสมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เป็นการพักใจ พักสมอง และเรียกคืนตัวเองกลับมา
โซเชียลมีเดีย ดีท็อกซ์ ใครควรทำบ้าง
          ต้องยอมรับว่าทุกคนเล่นโซเชียลเกือบทั้งนั้น แล้วใครล่ะที่อาการน่าเป็นห่วง ควรทำดีท็อกซ์ตัวเองสักหน่อย ว่าแล้วก็เช็กอาการกันเลย
          - เสพติดโซเชียลมีเดียขนาดหนัก เล่นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรืออินสตาแกรมได้ทั้งวัน
          - ทุกวันต้องโพสต์ข้อความ ถ่ายรูป อัปรูปลงโซเชียล
          - รู้สึกกระวนกระวาย หงุดหงิด เมื่อไม่ได้เล่นโซเชียล คือถ้าแบตเตอรี่หมดนี่เหมือนพลังกายหมดไปด้วยเลย
          - เริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับคนในโซเชียล ตามติดชีวิตคนอื่นมากเกินไป
          - มีความคาดหวังการยอมรับในสื่อสังคมออนไลน์ (ยอดไลก์ ยอดแชร์ เมื่อโพสต์สเตตัสหรือรูป)
          - รู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองลดลงเมื่อไม่ได้รับการยอมรับในสังคมออนไลน์
          - เล่นโซเชียลมีเดียแล้วไม่มีความสุข รู้สึกเซ็ง เบื่อชีวิต นอยด์ ๆ
          - รู้สึกเครียด จิตตก กับการเสพข้อมูลข่าวสาร หรือคอมเมนต์ต่าง ๆ มากเกินไป ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของเรา
          หากมีอาการเหล่านี้แนะนำให้ลองทำโซเชียลมีเดีย ดีท็อกซ์ เพื่อเรียกคืนความสุขกลับมาให้ตัวเราเองค่ะ
โซเซียลมีเดีย ดีท็อกซ์ ทำอย่างไร
          วิธีทำโซเชียลมีเดีย ดีท็อกซ์ หรือดิจิทัล ดีท็อกซ์ ก็มีแนวทาง ดังนี้
         1. ปิดโทรศัพท์มือถือ 1 วัน หรือเปลี่ยนมาใช้โทรศัพท์ธรรมดาที่ไม่ใช่สมาร์ตโฟนอย่างน้อย 1 วัน         
         2. Log out เฟซบุ๊ก ไลน์ หรืออินสตาแกรมอย่างน้อย 1 วัน
         3. ถ้าทำใจเลิกเล่นโซเชียลมีเดียไม่ได้ ให้ลองคัดเพื่อนในโซเชียลมีเดียให้เหลือแต่คนที่สนิทกันจริง ๆ         
         4. หากิจกรรมอื่นทำแทนเล่นโซเชียลมีเดีย928
         5. ออกท่องเที่ยวและสัมผัสช่วงเวลาแห่งความสุขด้วยสายตาตัวเอง โดยไร้ซึ่งสมาร์ตโฟน
         6. ลองกลับไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์แบบจริง ๆ
         7. ปรับทัศนคติในการเล่นโซเชียลใหม่ จำไว้ว่าคนในโลกโซเชียลมักจะเสนอแต่แง่มุมดี ๆ ของตัวเองทั้งนั้น แต่จริง ๆ แล้วคนเราย่อมมีทั้งสุขและทุกข์ปนกันไป
โซเชียลมีเดีย ดีท็อกซ์ ช่วยอะไรได้บ้าง
          ข้อดีของโซเชียลมีเดีย ดีท็อกซ์ นอกจากจะทำให้เรามีเวลาในชีวิตมากขึ้นแล้ว ยังมีข้อดีตามนี้เลย
1. มีเวลาได้ทบทวนตัวเอง
การตัดโซเชียลมีเดียออกจากชีวิต จะเปิดโอกาสให้เราได้ทบทวนตัวเอง ได้คิดถึงความสุขที่แท้จริงของตัวเอง โดยไม่เอาความสุขของเราไปเปรียบเทียบกับความสุขของใคร
2. ได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ มากขึ้น
          หากไม่ได้เล่นโซเชียลแล้ว เราก็จะมีเวลาได้หากิจกรรมสนุก ๆ อื่น ๆ ทำ เป็นการลองหาสิ่งที่ตัวเองชอบ และได้เพิ่มประสบการณ์ใหม่ ๆ
3. นอนหลับได้ดีขึ้น
         การเล่นโทรศัพท์ก่อนนอนเป็นการรบกวนฮอร์โมนการนอนหลับของร่างกาย ดังนั้นใครที่นอนหลับไม่สนิทมานาน คราวนี้ก็จะได้หลับพักผ่อนอย่างเต็มที่สักที
4. รู้สึกเป็นอิสระมากขึ้น
          เมื่อก่อนเราอาจจะผูกตัวเองไว้กับเสียงแจ้งเตือนไลน์ หรือคอยกังวลว่าใครจะทวีตมา คอยเช็กว่ายอดไลก์ในไอจีจะเยอะไหม แต่พอเราตัดสังคมออนไลน์ออกจากชีวิต เราก็ไม่ต้องพะวงถึงสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป เหมือนปลดแอกตัวเองจากบ่วงโซเชียลมีเดียเลยล่ะ
5. ได้ฝึกสมาธิ
          หลายคนกลายเป็นคนสมาธิสั้นเมื่อมีพฤติกรรมติดสมาร์ตโฟน แบบทุก ๆ 5 นาทีต้องเช็กมือถือ กินข้าว เข้าห้องน้ำ หรือทำกิจกรรมอะไรก็ต้องเล่นมือถือตลอดเวลา แต่หลังจากทำดีท็อกซ์แล้วเราจะรู้จักโฟกัสสิ่งรอบ ๆ ตัวมากขึ้น ได้ฝึกสมาธิไปในตัว
6. กระชับความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว
         วางมือถือแล้วมาจับมือคนที่อยู่ใกล้ตัวเราดีกว่านะคะ เปลี่ยนจากจ้องหน้าจอมาจ้องตา ดูสีหน้าคนในครอบครัว ใช้เวลาพูดคุยกันให้มากขึ้น เป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นมากกว่าเดิม
7. ได้ใช้ชีวิตอย่างมีชีวิตชีวามากขึ้น
        การดูชีวิตคนอื่นผ่านสังคมออนไลน์มันเป็นการมองในด้านเดียวมาก ๆ ต่างจากการมองวิถีชีวิตของคนรอบ ๆ กาย อย่างตอนเช้าเราอาจได้เห็นความน่ารักของคู่แม่-ลูกบนรถไฟฟ้า หรือได้ยิ้มให้กับคนแปลกหน้าที่บังเอิญเดินสวนกัน หรือได้ชื่มชมวิวดี ๆ กับแสงแดดยามเช้า เป็นต้น เห็นไหมว่าแค่เงยหน้าจากหน้าจอมือถือก็มีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นมาก
8. คืนความเฮลธ์ตี้ให้ตัวเอง
       นอกจากจะเป็นการพักสายตาแล้ว การห่างจากสมาร์ตโฟนยังช่วยถนอมการใช้ข้อมือของเราเองด้วย หรือบางคนที่วัน ๆ เอาแต่เล่นโซเชียลแล้วไม่ออกกำลังกาย ก็จะได้มีเวลาไปออกกำลังกายเพิ่มความสตรองให้สุขภาพบ้างแล้ว
9. รักตัวเองมากขึ้น
       เมื่อไม่ต้องเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับคนในโลกออนไลน์ เราจะรู้สึกว่าชีวิตเราก็มีดี มีความสุข มีความชิลไปอีกแบบ และนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นให้เรารักตัวเองมากขึ้นนะคะ928
       ถ้าเล่นโซเชียลแล้วรู้สึกเซ็ง ๆ นอยด์ ๆ กับชีวิต ลองมาทำดีท็อกซ์กันค่ะ ส่วนการทำโซเชียลมีเดีย ดีท็อกซ์ ก็ขึ้นอยู่กับเราเลยว่าจะห่างจากสังคมออนไลน์กี่วัน บางคนอาจจะเริ่มแค่วันเดียวก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มวันเวลามากขึ้นเป็น 2 วัน 5 วัน หรือ 1 สัปดาห์ แต่ยังไงเราก็ขอเป็นกำลังใจให้คนที่อยากกลับมาใช้ชีวิตเบสิก ๆ ทำดีท็อกซ์ได้สำเร็จ และกลับมามีชีวิตที่มีความสุขในอย่างที่ตัวเองเป็นนะคะ :)

ที่มา Kapook

6
WHO แฉ ตัวร้ายทำลายหัวใจคร่าชีวิตสิงห์อมควัน



ภาพความน่ากลัวของปอดสีดำ ยังคงเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของผลกระทบจากการสูบบุหรี่ และเป็นภาพจำที่บางครั้งก็กลายเป็นภาพชินตาของคนทั่วไป ทำให้ผู้คนหลงลืมไปว่า แท้ที่จริงแล้ว ความโหดร้ายของบุหรี่ที่ทำลายสุขภาพนั้นยังมีอีกมาก โดยเฉพาะผลกระทบต่อหัวใจและหลอดเลือด928
          ลองมาฟังเสียงสะท้อนจากอวัยวะที่ถูกลืมกันดูบ้าง รู้หรือไม่ว่าปัจจุบันนี้โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายอันดับสองของประเทศรองจากอุบัติเหตุ คนที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากหัวใจวายเพิ่มเป็นสองเท่าของคนที่ไม่สูบบุหรี่ และการสูบบุหรี่ยังเป็นสาเหตุสำคัญลำดับที่ 2 ของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหอลดเลือด รองจากโรคความดันโลหิตสูง
          สำหรับประเทศไทยนั้น มีสถิติพบว่าผู้สูบบุหรี่ที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง (อัมพาต) สูงถึงปีละหมื่นกว่าราย (พ.ศ. 2557 / 11,626 คน) โดยถึงขนาดที่องค์การอนามัยโลก ต้องรับมือด้วยการเร่งรณรงค์ประเด็น "Tobacco Break Heart" (บุหรี่ตัวร้าย ทำลายหัวใจ) ขึ้นในปี 2561
น่าแปลกใจที่คนส่วนใหญ่รู้ว่าสิ่งเสพติดเป็นเรื่องไม่ดีและควรหนีให้ไกล แต่บุหรี่กลับเป็นสิ่งเสพติดที่ได้รับความนิยมสู๊งงงง..ที่สุด มีคนที่ยอมแลกความเพลิดเพลินเพียงนิด กับโทษสารพัดพิษที่ได้จากบุหรี่ ซึ่งไม่ต่างจากการฆ่าตัวตายผ่อนส่งของคนสูบ ไล่ไปตั้งแต่ภาวะเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก ตาบอด แท้งง่าย มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ โรคกระเพาะอาหาร โรคลำไส้อักเสบ โรคมะเร็งช่องปาก มะเร็งหลอดอาหาร ถุงลมโป่งพอง ฯลฯ แถมยังทำให้มีบุคลิกภาพที่ไม่น่ามอง ทั้งฟันดำ ปากเหม็น กลิ่นตัวเหม็น ผมหงอก แก่เร็ว เหนื่อยหอบตลอดเวลา เล็บเหลือง สมองช้า สุดท้ายก็ไปลงเอยที่อัมพฤกษ์ อัมพาต ต้องนอนเจาะคอห้อยสายระโยงรยางค์เป็นผู้ป่วยติดเตียงในบั้นปลาย !!

          แต่ช้าก่อน ..ถ้าคุณคิดจะเลิกสูบบุหรี่ในตอนนี้ คุณจะพบว่า สุขภาพเริ่มดีนับตั้งแต่แค่ 20 นาทีแรก ชีพจรจะเต้นช้าลง ความดันเลือดลดลง พอผ่านไปแค่ 12 ชั่วโมง ระดับคาร์บอนมอนออกไซด์จะเริ่มลดลงสู่ปกติ หัวใจทำงานหนักน้อยลง ใครที่เอาชนะใจตัวเองได้ มีชีวิตใหม่ที่ไร้บุหรี่ ไม่ต้องมากแค่หนึ่งถึงสามเดือนแรก ระบบไหลเวียนโลหิตจะทยอยกลับมาทำงานดีขึ้น หลังเลิกได้ 1 ปี ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจจะลดลงครึ่งหนึ่ง928

          ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ขอแค่คุณเลิกบุหรี่ได้หนึ่งปี คุณก็จะลดอัตราการตายของโรคหลอดเลือดหัวใจได้มากถึงร้อยละ 50 ยิ่งพอเลิกได้ 5 ปี ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดสมองเฉียบพลันจะลดลง จนเป็นปกติเทียบเท่ากับคนไม่สูบบุหรี่ ยิ่งถ้าเลิกขาดได้นานถึง 15 ปี ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจ จะลดลงเหลือเท่ากับคนไม่สูบบุหรี่เลยทีเดียว

          ก่อนควักบุหรี่มวนต่อไปขึ้นมาจุด ถามตัวเองก่อนว่า คนเราต้องเสียสติขนาดไหน ถึงจะมานั่งเผาอนาคตของปอด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ของตัวเองในอนาคตไปทีละนิด ถึงเวลาที่จะลด ละ เลิก เพื่อทิ้งความเสี่ยงจากการต้องทุกข์ทรมานจากโรคต่าง ๆ เหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ได้หรือยัง ไม่ต้องรอวันเกิด วันปีใหม่ หรือวันฤกษ์ดีวันไหน ๆ เพราะ "สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้..ต้องทำเอง".. วันนี้ ตอนนี้ และ...เดี๋ยวนี้ !!!

          ทิ้งบุหรี่ ก่อนทิ้งชีวิต เลิกบุหรี่วันนี้ เป็นคนใหม่ที่สุขภาพดีกันเถอะ อยากเลิกบุหรี่โทร. 1600 โทรฟรีทุกเครือข่าย928

ที่มา Kapook

7
โรคมโน อาการทางจิตของคนชอบคิดเพ้อเจ้อ ขี้โกหกเพราะป่วย !



เจอคนชอบโกหกจนเป็นนิสัย สงสัยว่าเขาป่วยเป็นโรคทางจิตเวชอะไรหรือเปล่า มาทำความรู้จักโรคมโน อาการป่วยทางจิตชนิดหนึ่งที่คนเริ่มเป็นกันเยอะขึ้น928      
คำว่ามโนกลายเป็นคำแซวขำ ๆ เวลาที่เราพูดถึงหรือสมมติตัวเองเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ แต่ใต้คำว่ามโนจริง ๆ แล้วหากอาการหนัก มีพฤติกรรมชอบมโนจนติดเป็นนิสัย ทางจิตแพทย์มีคำอธิบายถึงอาการนี้ด้วยนะคะ เอาเป็นว่าเรามาทำความรู้จัก โรคมโน หรือ ภาษาอังกฤษเรียก Pseudologia fantastica กันดีกว่า โรคนี้คืออะไรกันแน่

โรคมโน อาการป่วยทางจิตที่มีอยู่จริง
          โรคมโน ภาษาอังกฤษคือ Pseudologia fantastica โดยรากศัพท์เป็นภาษาละตินที่มีความหมายว่า การโกหกที่ควบคุมไม่ได้ หรือการจินตนาการที่โอเว่อร์จนเกินไป หามูลความจริงไม่ได้นั่นเอง ทั้งนี้โรคมโนจัดเป็นปัญหาทางสุขภาพจิตอย่างหนึ่งในกลุ่มภาวะการโกหกตามทฤษฎีทางจิตวิทยา มักพบอาการนี้ในกลุ่มวัยรุ่นตอนกลางขึ้นไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และอาจจะต่อเนื่องไปเรื่อยจนถึงวัยชราได้
โรคมโน เกิดจากอะไร
          ทางจิตแพทย์เชื่อว่า โรคมโนมีสาเหตุมาจากความต้องการหนีปัญหาในรูปแบบหนึ่ง หรือมีความต้องการเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปด้วยจินตนาการตามสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็น โดยผู้ที่มีภาวะนี้อาจมีลักษณะต่อต้านสังคม ขาดสังคม หรือมีพฤติกรรมขาดความเชื่อมั่นในตัวเองร่วมด้วย928      
          อย่างไรก็ตาม สาเหตุของโรคมโนอาจเกิดจากปัญหาในวัยเด็ก เช่น ไม่ได้รับความใส่ใจ ไม่เป็นที่สนใจของคนรอบข้าง จนผลักดันให้เขาสร้างโลกแห่งจินตนาการที่ตัวเองต้องการ โดยบางคนอาจโกหกเพื่อเป็นการเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น ๆ และโกหกเพื่อสนองนี้ดของตัวเอง โดยไม่สนว่าเรื่องที่โกหกจะไม่มีมูลความจริง และการโกหกนั้นอาจสร้างปัญหาให้บุคคลอื่นโรคมโน อาการเป็นอย่างไร

          อาการโรคมโนที่เข้าข่ายเป็นภาวะทางจิตเวชสามารถสังเกตได้จากอาการ ดังนี้
            1. มักโกหกในเรื่องที่ทำให้ตัวเองดูน่าสนใจ โกหกในเรื่องที่จะทำให้คนอื่นประทับใจในตัวเองได้
             2. ผู้ป่วยมีพฤติกรรมโกหกว่าตัวเองมีดี พูดให้ตนเองดูดีและถูกอยู่เสมอ และมักจะแสดงให้คนอื่นเห็นถึงความดี ความเจ๋งของตัวเอง พร้อมกับใส่ร้ายผู้อื่นในคราเดียวกัน
             3. ผู้ป่วยมักจะพูดโกหกได้อย่างแนบเนียน มีอินเนอร์ในการพูดโกหกเรื่องนั้น ๆ เพราะเชื่อว่าเรื่องที่โกหกไปเป็นความจริง
             4. ผู้ป่วยมักจะกุเรื่องขึ้นมาเป็นตุเป็นตะ โดยทำให้เสมือนเป็นเรื่องจริง และมักจะโกหกเป็นระยะเวลายาวนาน ต่อเนื่องกันไป
             5. พฤติกรรมการโกหกจะมีความซับซ้อน เกี่ยวข้องกันไปเรื่อย ๆ
          อย่างไรก็ตาม อาการมโนของผู้ป่วยมักจะมีรากฐานมาจากความต้องการลึก ๆ ในใจ ทั้งนี้พฤติกรรมมโนไปเรื่อย ๆ มักจะผลักดันให้ผู้ป่วยเชื่อในคำโกหกของตัวเองจริง ๆ ส่งผลให้เมื่อโกหกผู้อื่นเลยจะค่อนข้างเนียน และดูเหมือนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ ด้วย
โรคมโน รักษาอย่างไร

          แม้จะยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วยโรคมโน หรือโรคโกหกตัวเอง ทว่าทางจิตแพทย์แนะนำให้รักษาผู้ป่วยโรคมโนด้วยกระบวนการพฤติกรรมบำบัดเป็นหลัก โดยอาจจะเสริมตัวยาคลายเครียด คลายกังวล และยาทางจิตเวชอื่น ๆ ร่วมด้วยขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย928      
          โรคมโนจริง ๆ แล้วสามารถรักษาให้หายได้ เพียงแต่ผู้ป่วยต้องยอมรับและเข้าใจอาการป่วยของตัวเอง พร้อมทั้งให้ความร่วมมือในการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวออกมาสู่โลกแห่งความจริง ใช้ชีวิตแบบจริง ๆ ได้อีกครั้ง

ที่มา Kapook

8
รู้หรือยัง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ฉบับใหม่ เกี่ยวกับคุณมากขนาดนี้



 หากวันนี้ใครมีอายุ 30 ปีขึ้นไป อาจมีความทรงจำเกี่ยวกับบุหรี่ที่แตกต่างจากคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน
          ย้อนไปเพียงไม่กี่สิบปีเราเคยนั่งดูภาพยนตร์ในโรงที่สูบบุหรี่ได้ นั่งรถเมล์ที่สูบบุหรี่ได้ รวมถึงนั่งเครื่องบินที่สูบบุหรี่ได้
          เพราะบุหรี่เคยเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับใคร928  
          จนกระทั่งสังคมเริ่มรับรู้ว่า ผลกระทบของการสูบบุหรี่ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนสูบเท่านั้น   
          พิษภัยจากควันบุหรี่มือสอง หรือควันบุหรี่มือสามเป็นสิ่งที่สังคมตระหนักชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ
หรืออย่างอุบัติเหตุสะเทือนใจในปี 2516 ที่เครื่องบินจากบราซิลไปฝรั่งเศส เกิดไฟลุกไหม้ในห้องผู้โดยสาร ทำให้นักบินต้องนำเครื่องลงจอดฉุกเฉิน แรงกระแทกทำให้คนเสียชีวิต 123 คน ผลการตรวจสอบ พบว่า ต้นเหตุเกิดจากมีคนแอบสูบบุหรี่ในห้องน้ำ และทิ้งก้นบุหรี่ลงในชักโครก
          การสูบบุหรี่จึงกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนเกี่ยวข้อง สังคมต้องร่วมกำหนดพฤติกรรม และพื้นที่ในการสูบ
          สำหรับประเทศไทย การสูบบุหรี่เริ่มเป็นเรื่องส่วนรวมตั้งแต่ พ.ศ.2517 ที่มีการตีพิมพ์คำเตือนบนซองบุหรี่ "การสูบบุหรี่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ"   
          จวบจนปัจจุบันการเกิดขึ้นของพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ได้ตอกย้ำว่า บุหรี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทุกคน   
          ลองมาดูกันว่าเพราะอะไร ...   
          เกี่ยวแน่นอน ถ้าคุณอายุไม่เกิน 20 ปี หรือมีญาติพี่น้องอายุไม่เกิน 20 ปี928    
          ข้อห้ามการขายผลิตภัณฑ์ยาสูบให้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี มาจากผลวิจัยที่พบว่า การเริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่เด็ก จะทำให้มีโอกาสเสพติดบุหรี่ไปตลอดชีวิต และเลิกยากมากกว่าคนที่เริ่มสูบตอนโต หากฝ่าฝืนขายมีโทษจำคุกสูงสุด 3 เดือน ปรับสูงสุด 30,000 บาท รวมถึงการห้ามแบ่งขายบุหรี่ เพราะพบว่าการแบ่งขายบุหรี่เป็นมวน ๆ ทำให้ราคาขายบุหรี่ถูกลง ส่งผลให้เด็ก ๆ สามารถเข้าถึงบุหรี่ได้ง่ายเช่นกัน หากใครฝ่าฝืนแบ่งขายบุหรี่มีโทษปรับสูงสุด 40,000 บาท
เกี่ยวแน่นอน ถ้าคุณเคยเจอสถานที่ต่อไปนี้มีร้านขายบุหรี่     
          วัด สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาทุกศาสนา สถานพยาบาล โรงพยาบาล คลินิก ร้านขายยา สถานศึกษาทุกระดับ สวนสาธารณะ สวนสนุก สวนน้ำ หรือสวนสัตว์เป็นที่ ๆ ใคร ๆ ก็สามารถเข้าไปใช้บริการ เมื่อมีใครในบริเวณนั้นสูบบุหรี่ ควันบุหรี่มือสองที่จะส่งผลกระทบต่อคนรอบข้าง จากการวิจัยพบว่า ในบรรยากาศที่มีควันบุหรี่ที่ผู้อื่นสูบ 20 มวน จะส่งผลกระทบต่อผู้ที่ไม่สูบบุหรี่เท่ากับการสูบบุหรี่ 1 มวน โดยเฉพาะในเด็กทารกที่ได้รับควันบุหรี่มือสองตั้งแต่อยู่ในครรภ์อาจเสี่ยงต่อการเกิดอาการ SIDS (Sudden Infant Death Syndrome) หรืออาการไหลตายกะทันหันในเด็กทารกช่วงขวบปีแรก ดังนั้นหากมีการฝ่าฝืนขายบุหรี่ในสถานที่ห้ามขายข้างต้น มีโทษปรับสูงสุด 40,000 บาท
          เกี่ยวแน่นอน ถ้าคุณเคยเจอคนสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ 
          ที่ผ่านมาหากเจอคนสูบบุหรี่ในร้านอาหาร ตลาด หรือสถานีขนส่งต่าง ๆ คุณอาจไม่รู้ว่าควรต้องทำอย่างไร แต่ในพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ได้กำหนดให้เจ้าของ ผู้จัดการ หรือผู้รับผิดชอบสถานที่เหล่านั้น มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือน และควบคุมไม่ให้มีการสูบบุหรี่ ดังนั้นคุณสามารถเดินเข้าไปบอกพวกเขาให้จัดการตามกฎหมายได้ หากไม่ทำ เจ้าของ ผู้จัดการ หรือผู้รับผิดชอบสถานที่นั้นมีโทษปรับสูงสุด 3,000 บาท ส่วนคนที่ฝ่าฝืนสูบมีโทษปรับสูงสุด 5,000 บาท   
          และสุดท้าย เกี่ยวแน่นอน ถ้าคุณพบเจอใครไม่ปฏิบัติตาม สามารถโทร. 191 แจ้งตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาจัดการดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายได้928
          เห็นหรือยังว่า พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ฉบับใหม่เกี่ยวกับคุณมากขนาดนี้ มาร่วมกันปฏิบัติตามกฎหมาย สอดส่อง ดูแล เป็นหูเป็นตา เพื่อสร้างสังคมไทยปลอดภัยบุหรี่กันดีกว่า

ที่มา Kapook


9
อาหารตกถึงพื้นแล้ว...กี่วิ ถึงยังปลอดภัย


ไม่รู้คุณๆ จะเคยได้ยินกฎแปลกๆ อย่างนี้มาหรือเปล่าที่ว่าของกินตกพื้นไม่เกิน 5 วินาทียังหยิบมากินได้อยู่ เพราะของตกพื้นแล้วยังไงก็สกปรก แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนเอาเรื่องนี้ไปทำการทดลอง จากผลการศึกษาจาก Manchester Metropolitan University ที่ออกมาบอกอย่างชัดเจนว่า การหยิบเอาอาหารที่ตกพื้นไม่นานมากินนั้น สามาหยิบขึ้นมากินได้ แต่มีข้อควรรู้บ้างเล็กน้อย การทดลองที่ว่าทำโดยใช้อาหาร 5 ประเภท ได้แก่ ขนมปังทาแยม, เส้นพาสต้าต้มสุก, แฮม, คุกกี้, และผลไม้แห้ง ทั้งหมดจะถูกทิ้งลงพื้นในเวลาเท่ากัน คือ 3 วินาที,5 วินาที, และ 10 วินาที ผลการทดลองก็มี ดังนี้928
- อาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลหรือเกลือสูง เช่นแฮม (เกลือสูง) และขนมปังทาแยม (น้ำตาลสูง) มีโอกาสที่จะดึงดูดเอาแบคทีเรียมาเกาะน้อยมาก ยิ่งถ้าตกพื้นไม่นาน ไม่เกิน 3 วินาที ยังถือว่าปลอดภัย
- เส้นพาสต้าต้มสุกและผลไม้แห้ง ทั้งสองอย่างนับว่ายังปลอดภัยต่อเชื้อแบคทีเรียประเภท klebsiella ที่เป็นเชื้อก่อให้เกิดโรคและอาการติดเชื้อ คุณอาจจะคิดว่าแฮมน่าจะมีโอกาสที่เชื้อแบคทีเรียจะเกาะได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับผลไม้แห้ง แต่ไม่เลย เพราะเกลือและสารไนไตรทในแฮมนั้นช่วยชะลอการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้928
- สำหรับคุกกี้นั้นแบคทีเรียแทบจะไม่เกาะเลย เพราะอาหารที่มีความแห้งต่ำนั้นมี "adhesion ability" หรือคุณสมบัติในการยึดเกาะต่ำนั่นเอง
จากผลการทดลองทำให้เราพอจะสรุปได้ว่า ถ้าเป็นอาหารแห้งแล้วยังนับว่ามีความปลอดภัยต่อเชื้อโรคอยู่ รวมถึงอาหารแปรรูป (ซึ่งไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ) แต่อย่าลืมว่านี่เป็นเพียงการทดลอง ตามความเป็นจริงแล้วถ้าอาหารไปตกลงบนกองดิน ยังไงมันก็สกปรกอยู่ดีค่ะ928

ที่มา sanook

10
“ไก่ฉีดฮอร์โมน” ทำให้เด็กเป็นโรค “สาวไวผิดปกติ” หรือไม่?



เป็นความเชื่อกันมาอย่างนมนานหลายปีแล้วว่า ไก่ที่เลี้ยงในฟาร์มปศุสัตว์สมัยใหม่ มีการฉีดฮอร์โมนเพื่อเร่งให้ไก่โตเร็วขึ้น และเป็นการทำให้ได้มาซึ่งไก่ที่มีขนาดตัวที่ใหญ่ เต่งตึง น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น แต่ฮอร์โมนที่ไก่ถูกฉีดเพิ่มเข้ามา ทำให้เด็กๆ ที่บริโภคไก่เหล่านั้นเกิดความผิดปกติ เสี่ยงต่อภาวะ “สาวไวผิดปกติ” จากการได้รับฮอร์โมนมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม ภาวะสาวไวผิดปกติ มีความเกี่ยวข้องกับไก่จริง แต่อาจจะไม่ใช่เรื่องของ “ฮอร์โมน”928

ภาวะสาวไวผิดปกติ (Precocious Puberty) คืออะไร?
ภาวะเป็นสาวไวผิดปกติ หมายถึง ภาวะที่เด็กผู้หญิงมีพัฒนาการเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นไวกว่าปกติ เช่น เริ่มมีเต้านมก่อนอายุ 8 ปี มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 9 เดือน เป็นต้น ตามปกติแล้วเด็กผู้หญิงจะเริ่มเป็นสาวเมื่อย่างเข้าอายุ 8-13 ปี ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายก่อนอายุ 8-9 ปี แสดงว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะสาวไวผิดปกติ (ในทางกลับกัน หากอายุเกิน 13 ปีขึ้นไป แต่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อาจมีความเสี่ยงภาวะสาวช้ากว่าปกติเช่นกัน)
สาเหตุของภาวะสาวไวผิดปกติ928
ปัจจุบันยังไม่ทราบเป็นที่แน่ชัดว่าภาวะสาวไวผิดปกติเกิดขึ้นจากสาเหตุใด แต่อาจมีปัจจัยเสี่ยงบางประการที่ทำให้เกิดความผิดปกติของฮอร์โมน เช่น มีเนื้องอกในสมอง ที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างฮอร์โมนทางเพศ หรือมีถุงน้ำในรังไข่ที่ทำให้เด็กสร้างฮอร์โมนทางเพศเร็วขึ้นกว่าปกติ เป็นต้น

อันตรายของภาวะสาวไวผิดปกติ
เด็กอาจจะสูญเสียความมั่นใจในกรณีที่ตัวสูงเร็วกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ทั้งเรื่องของขนาดหน้าอก และการมีประจำเดือนก่อนคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน แต่ข้อเสียที่หนักกว่านั้นคือ เด็กที่อยู่ในภาวะสาวไวผิดปกติจะทำให้กระดูกในร่างกายผิดเร็วกว่าเด็กคนอื่นๆ ดังนั้นจึงมีช่วงเวลาการเจริญเติบโตสั้นกว่าเด็กทั่วไป เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จึงอาจเตี้ยกว่าคนปกติ

ไก่ฉีดฮอร์โมน สาเหตุของภาวะสาวไวผิดปกติ?
ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันได้ว่า การใช้ฮอร์โมนเพศในการกระตุ้นให้ไก่โตเร็วขึ้น ส่งผลให้เด็กที่บริโภคเนื้อไก่ได้รับฮอร์โมนมากเกินไปจนเสี่ยงต่อภาวะสาวไวผิดปกติได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในประเทศไทยได้มีการสั่งห้ามใช้ฮอร์โมนในไก่มานานมากกว่า 30 ปีแล้ว วิธีการเลี้ยงไก่ด้วยการฉีดฮอร์โมนเพิ่มไม่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก อีกทั้งฮอร์โมนดังกล่าวยังมีราคาสูง ไม่คุ้มต้นทุน ดังนั้นผลิตภัณฑ์จากไก่ในประเทศไทยจึงมั่นใจได้ว่าไม่มีการฉีดฮอร์โมนเพิ่มอย่างที่เข้าใจกันแน่นอน

เด็กกินไก่ทอดมากๆ = 928 เสี่ยงภาวะสาวไวผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไก่ในประเทศไทยจะไม่มีการฉีดฮอร์โมนเพิ่ม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการไก่จะปลอดภัย 100% เพราะมีความเป็นไปได้ว่าเด็กอ้วน หรือเด็กที่มีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มีความเสี่ยงต่อภาวะสาวไวกว่าปกติได้ ดังนั้นเด็กที่ทานไก่ทอด รวมถึงอาหารฟาสต์ฟูดอย่างมันฝรั่งทอด แฮมเบอร์เกอร์ น้ำอัดลม เบเกอรี่ต่างๆ มากเกินไป ก็อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน จนส่งผลต่อภาวะสาวไวกว่าปกติได้เช่นกัน

11
Toyota Yaris ATIV 2018 ฉลองยอดขายสูงสุดอีโคคาร์ซีดาน ดึง BNK 48 เป็นพรีเซ็นเตอร์ใหม่


Toyota Yaris ATIV 2018 ฉลองยอดขายสูงสุดในกลุ่มรถอีโคคาร์ซีดาน เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ BNK 48 เน้นเติมเต็มภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่928
Toyota Yaris ATIV ถูกเปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทย เมื่อเดือนสิงหาคม 2560928 เน้นความคุ้มค่าด้วยดีไซน์ล้ำสมัย ห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ดีควบคู่กับการประหยัดน้ำมัน ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก ASEAN NCAP
มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า "เพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จของ Yaris ATIV ครบรอบ 1 ปี ดังนั้นเราจึงขอแนะนำ พรีเซ็นเตอร์ใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นั่นคือ กลุ่มศิลปินหญิง “BNK 48” ซึ่งจะช่วยสะท้อนถึงความสนุกสนานและความตื่นเต้นเร้าใจของ Yaris ATIV ให้ชัดเจนมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นผมมีความรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นศิลปินหญิงกลุ่มนี้ชื่นชอบรถ ATIV ของเรา ทั้งด้านการออกแบบที่ทันสมัย ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง ไร้เสียงรบกวน ตลอดจนระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุดในรถระดับเดียวกัน"
ทั้งนี้ ปัจจุบัน Toyota Yaris ATIV928 มียอดจำหน่ายสะสมรวมกว่า 31,000 คัน ภายในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นยอดขายสูงสุดของรถอีโคคาร์ซีดาน ขณะที่กลุ่มศิลปินหญิง BNK 48 มีไลฟ์สไตล์ที่ตรงกับแนวทางการสื่อสาร Yaris ATIV.. Life Activated โดยได้จัดกิจกรรมเพื่อตอบแทนลูกค้า ร่วมลุ้นรางวัลทริปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นพร้อม BNK 48 จำนวน 20 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง สามารถลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ได้จนถึงวันที่ 15 กันยายน 2561 นี้

นอกจากนี้ โตโยต้ายังได้จับเอา Yaris ATIV ที่ตกแต่งด้วยสติ๊กเกอร์ BNK 48 มาจัดแสดงในงาน BIG Motor Sale 2018 อีกด้วย

หน้า: [1]